Made my day

10 Dec

ต่อจาก Post เมื่อกี้ ร้านนี้เป็นร้านที่ไปกินมาเป็นมื้อเที่ยงค่ะ
เพราะว่าที่อะกาลิโกไม่มีอาหารคาว เลยพยายามหาร้านใกล้เคียงมาทานรองท้องก่อน
แล้วถึงได้เจอร้านนี้เข้า

ร้าน Made my day ทำเลอยู่ที่
Soi Klang Racquet Club (Sukhumvit 49/11), Khlong Toei Nuea, Bangkok 10110
https://th.foursquare.com/v/made-my-day/4dc0d5807d8bf48713b544d2

ร้านนี้ออกแนววินเทจสุดๆ เราชอบมากกกก
และคอนเซปร้านนี้คือจะมีอาหารเช้าขายทั้งวันเลย
ทั้งสไตล์ฝรั่งและสไตล์ไทย

ด้วยความที่ชอบทานอเมริกันเบรกฟาสต์อยู่แล้วเลยไม่พลาดค่ะ :)

ร้านนี้จะแบ่งออกเป็นสองชั้นเผอิญชั้นล่างเต็ม เลยได้ไปทานที่ชั้นบน ^^

มาดูอาหารที่สั่งกันบ้างงง
(ขอไม่แต่งรูปนะคะ เพื่อให้รูปดูสมจริงสุดๆ)

เราสั่งชุดอาหารเช้า continental breakfast 190 บาท (จะมีอาหารให้เลือกในเซทเยอะแยะเลย)

แต่ที่เราเลือก ประกอบไปด้วย ขนมปังปิ้ง 2 แผ่น

ไข่คน เบค่อน ไส้กรอก ผักโขม
ไข่คนกับผักโขมอร่อยมากกกกกกกกกกก ><

ชอคโกแลตร้อน สวย หวาน และอร่อยมาก ><

และจบเซทนี้ที่น้ำส้มอีกแก้วค่ะ (ลืมถ่าย)

ต่อที่ สลัดไข่ดาวน้ำ (poached egg) กับเบค่อน และน้ำสลัดบัลซามิก(ถ้าจำไม่ผิด)

ปิดท้ายด้วย ลิงกวินี่เบค่อนซัมติง ยังไม่ได้ = =”
จานนี้อร่อยใช้ได้เลย

ไปกันสองคน ได้หัวละราวๆ 200-250 บาท อร่อยคุ้มดีทีเดียวค่ะร้านนี้

 

 

Agalico

10 Dec

สวัสดีค่ะ

ลองกลับมาเขียนบลอคแนวรีวิวอาหาร/คาเฟ่บ้างค่ะ

คราวนี้เราไปนั่งจิบน้ำชา ทานขนมเค้ก เม้าท์แตกกับเพื่อนๆที่อะกาลิโก (Agalico) มาค่ะ

ทำเลอยู่ที่ 20 Soi Sukhumvit 51 (at Boonchiradorn Bldg.), Vadhana, Bangkok 10110
https://th.foursquare.com/v/agalico/4b62b201f964a520504f2ae3

ร้านนี้เป็นอีกหนึ่งร้านที่เราชอบมากเลยค่ะเพราะว่า
เป็นร้านสะอาดๆเงียบๆชิลๆ มีวิวทิวทัศน์ดี ตกแต่งร้านสวย
แต่มีข้อเสียตรงที่เปิดแค่วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์เท่านั้นเอง

ร้านนี้จะแบ่งออกเป็นสามโซน(แบ่งเองเลยแล้วกัน)

เป็นโซนด้านในร้าน โซนชั้นสอง และโซนด้านนอกค่ะ

มาเริ่มจากโซนด้านใน

เวลาสั่งให้สั่งจากเค้าเตอร์ได้เลยทั้ง น้ำชา กาแฟ และขนม
สั่งปุ๊บจ่ายทันที

ถัดมาในโซนชั้นสองจะเหมือนกับโซนชั้น1ด้านในร้าน ค่อนข้างเล็กนั่งได้ 1-2 โตีะถ้าหากว่าจำไม่ผิด
เลยไม่ได้ถ่ายมา

มาต่อกันที่โซนด้านนอกสุดฮิต จัดเป็นสวนและศาลา
ที่ต้องบอกว่าเป็นสุดฮิตเพราะว่าใครที่มาร้านนี้ก็่างยกกล้องมาถ่ายรูปกันทั้งนั้น
(เราด้วยละ) เผอิญว่าไม่ได้ถ่ายวิวด้านนอกไว้(เพราะอากาศร้อนมาก)
เลยเอารูปตัวเองที่ถ่ายด้านนอกไว้มาลงชดเชยแล้วกันค่ะ

แล้วเจอกัน entry หน้าค่ะ :)

DIY Trip: Hong Kong – Day 4 “Last Day in HK”

25 Nov

สวัสดีอีกครั้งค่ะ
ช่วงนี้ขยันกลับมาเขียน blog แล้วว :)

ในที่สุดก็เดินทางมาถึงวันสุดท้ายของทริปฮ่องกง ไปเอง จัดตารางเอง แล้วว
เวลา 4 วันผ่านไปไวมากๆเลย

เริ่มหัววันกับอาหารเช้าโรงแรมแบบเดิม วันนี้กิน เสี่ยวหลงเปา เกี๋ยวผัก บะหมี่

อันนี้ถ่ายเก็บตกให้ดูค่ะว่าถ้าพักที่ Gateway Marcopolo แล้ว ออกมาจะเป็นส่วนไหนของ Harbour City
เดินออกมาก็เจอ Prada เลย ซึ่งเดินออกไปเล็กน้อยก็จะเจอ LV Chanel miu miu ทันที !!

ซึ่ง Harbour City เองเป็นห้างขนาดใหญ่และสุดคลาสสิคมากๆในฮ๋องกง
ประกอบไปด้วยสามชั้นและร้านค้าจำนวนมาก ถ้าหากได้พักที่โรงแรมนี้แล้ว
น่าจะเก็บสักวันหนึ่งเต็มๆชอปปิ้งที่นี่ :)


เดินเล่นในห้างสักพัก ก็หิว(อีกแล้ว) เหลือบไปเห็นร้าน Jean-Paul Hevin
ขาย Macaron หลากรส หลากสี ก็จัดไป 1 กล่อง รสชาติดีใช้ได้เลย อร่อยมากๆ

ในรูปถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะสั่ง ชอคโกแลต วานิลลา ชอคโก้บานาน่า คาราเมล มอคค่า


จุดเด่นที่พลาดไม่ได้เลยของสาวๆคือร้าน Facesss ค่ะ (สองรูปซ้ายล่าง ซ้ายกลาง)
มีเครื่องสำอางค์หลายแบรนด์และถูกกว่าเมืองไทยอยู่หลายบาทเลยค่ะ

อันนี้เท่าที่สังเกตุถ้าเป็น MAC/SHU UEMURA/NARS
ถ้าหากว่าไม่ได้จะซื้อของจาก collection ใหม่ๆในเดือนนั้นๆ
ให้อดใจไว้ไปซื้อที่ airport ขาออกจากฮ่องกง ดีที่สุดค่ะเพราะว่า
ราคาจะถูกกว่าที่นี่อีก แถมสีจากคอลเลคชั่นเก่าๆที่อาจหาไม่ได้แล้วก็มีขายด้วย
(แต่จำนวนน้อยนะคะ) เราเองก็ได้ลิปสีคอลเลคชั่นเก่าๆที่ซื้อไม่ทันมาด้วย ดีใจมากๆ
เท่าที่จำความได้ คอลเลคชั่นใหม่จะไม่ได้ตั้งโชว์ที่นี่เลยค่ะ (หรือเขาไม่เติมของก็ไม่รู้)


อีกหนึ่งร้านแนะนำคือ Gigasports ค่ะ
เป็นร้านขายอุปกรณ์กีฬารายใหญ่ของฮ่องกงซึ่งถ้าหากซื้อครบ 1000 ดอลล่าร์ฮ่องกงในคราวเดียว
จะได้เป็นสมาชิกตลอดชีพแถมใช้ที่มาเก๊าได้ด้วย
ซึ่งเม็มเบอร์ก็ลดได้ถึง 10 เปอร์เซ็น
อย่างที่เคยบอกไปก่อนหน้าแล้วว่า แบรนด์กีฬาที่นี่ถูกมากๆจริงๆ เราเลยเสียเงินไปกับร้านนี้เยอะเลย :(

หลังจากชอปซะจนเหนื่อยแล้ว พี่ชายก็ชวนเดินเล่นระแวกนี้เสียหน่อย
โชคดีมากๆที่เราไปฮ่องกงรอบนี้ เพราะอากาศดีมากๆ ไม่ร้อนไม่หนาว ลมโกรก
เดินเล่น Clock tower/Avenue of star สบายใจมากๆ


เดินไปจนเกือบสุดเพิ่งจะเห็น Starbucks สาขาที่ใหญ่มากกก
ถ้านั่งเย็นๆค่ำๆคงจิบกาแฟแก้วโปรดพร้อมดู Symphony of light ไปได้ด้วยแน่ๆ
แต่ว่าเราคงไม่อยู่ยาวขนาดนั้น

ส่วนตัวชอบStarbucks HK มากเพราะมีเมนูอาหารเยอะกว่าที่ไทย
มีเมนูขนมหวาน ของคาวจำนวนมากเลย


ห้างระแวก Tsim Sha Tsui ยังมีอีกมากมายเช่น K11 ซึ่งเป็นห้างอารมณ์ติสต์ๆศิลป์ๆ
ขายของแบรนด์เด็กแนวหน่อยๆ (ถ้าพักแถวนี้แล้วอยากได้ Longchamp ที่ K11 มีขายค่ะเยอะด้วย)
จุดเด่นของ K11 คือ บริเวณหน้าห้างมักแต่งดิสเพลย์ตามเทศกาลต่างๆ
และด้านในก็จะมีโมนาลิซ่าที่ทำจากขนมปังย้อมสีเปลี่ยนอิริยาบถไปเรื่อยๆ
คราวก่อนเราไปเจอโมนาลิซ่าใส่หมวกซานต้า คราวนี้เจอโมนาลิซ่าถือไอศกรีมค่ะ

เดินมาอีกนิดก็เจอห้างน้องใหม่ย่านนี้ค่ะ ห้าง iSquare ที่นี่มีร้านค้าของแบรนด์ต่างๆ
ที่ไม่เหมือนกับบ K11/Harbour city ตรงที่จะออกแนวเป็นห้างวัยรุ่นสักนิด
และที่นี่ก็มีเครื่องสำอางค์ Skinfood ขายด้วย (เท่าที่จำได้ รู้สึกว่าห้างอื่นจะไม่มี)

เดินมาอีกแยกก็เจอร้านอาหาร Manchester United Bar
และ ร้านบะหมี่ Cheekei ซึ่งเรานับว่าเป็น MUST EAT ของย่านนี้ค่ะ

และเราก็เลือกที่จะกินร้าน CHEE KEI เป็นอาหารมื้อเย็นก่อนจะกลับไทยค่ะ

จุดเด่นของร้านนี้คือบะหมี่เกี๊ยวค่ะ (ลืมถ่ายค่ะ หิวจนกินเรียบ)
ซุปจะเข้มข้นและอร่อยมากๆ และเกี๊ยวที่ได้ก็จะคำใหญ่มากๆ

โจ๊กปูที่นี่ก็เข้มข้นมากๆ

แต่บะหมี่ซอสจาจ้าง สู้ร้าน MAK’s NOODLES ไม่ได้ :P

หลังจากอิ่มอกอิ่มใจจากการชอปปิ้งแล้วก็กินอาหารอร่อยๆแล้วก็หอบตัวหอบใจกลับไปยังสนามบิน T_T
คราวนี้เรากลับด้วย Hong Kong Airline แบบ Business Class ค่ะ

เราชอบสายการบินนี้ตรงที่รอบบินถี่มากกก และเราก็เลืกอที่จะกลับตอน 4 ทุ่มค่ะ


ห้อง lounge ของ business class สายการบินนี้ ถือว่าอาจจะไม่ชนะใจเท่าไหร่นัก
อาหารน้อยไปสักนิด และพนักงานดูแลค่อนข้างน้อย

ที่เราชอบที่สุดของ lounge ที่นี่คือ Free wifi แล้วก็ Marble Cheesecake (ขวาบน) ค่ะ
ส่วนบะหมี่ผัด (ขวากลาง) จืดมาก T_T

พอถึงเวลา ก็ย่างกรายไปที่ Gate … แล้วก็พบว่า เครื่องบินดีเลย์ค่ะ…………………………….

โฮฮฮฮฮฮฮฮ……… นี่มันฝันร้ายชัดๆ

จาก 4 ทุ่มกลายเป็นเที่ยงคืนค่ะ T_T

ถึงแม้จะเคยได้ยินว่า Hong Kong Airline จะมีดีเลย์ค่อนข้างบ่อย
แต่ใครจะนึกว่าเราจะเป็นคนที่เจอเหตุการณ์นั้นจริงๆ T_T

พอขึ้นเครื่อง ท้องเจ้ากรรมก็หิวอีกรอบ = =;;
ซัดแหลกไม่สนอะไรทั้งนั้น (ฮา)

มีจานออเดิร์ฟเป็นไก่ย่าง และจานหลักเป็นข้าวหน้าเนื้อค่ะ อร่อยเชียว
เสิร์ฟพร้อมขนมปังกระเทียม ตบท้ายด้วยไอศกรีม Haagen Dazs

กินเสร็จก็หลับปุ๋ยทันทีเพราะว่าเหนื่อยมาก ล้าสุดๆจากการเดินเยอะมากๆใน4วันที่ผ่านมา

ลืมตาตื่นก็พบคุณแอร์เอา Fortune Cookie มาให้ น่ารักมากค่ะ

ก็ขอจบบลอคการไปฮ่องกงเอง(รอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้)เท่านี้นะคะ

รอบนี้เราประทับใจอะไรหลายๆอย่าง ถ้ามีโอกาสก็อยากจะไปอีก เพราะเราคิดว่า
ฮ่องกงเป็นประเทศที่ไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อเลย มีอะไรแปลกใหม่ตลอด
ประเทศพัฒนาไวมากๆ ไปกี่ครั้งก็ประทับใจทุกครั้ง

และหวังว่าการเขียนบลอคของเราจะมีประโยชน์กับผู้อ่านบ้างนะคะ :)

พบกันคราวหน้าขอเขียนเรื่องอื่นบ้างแล้วกลัวคนอ่านจะเบื่อค่ะ :P

DIY Trip: Hong Kong – Day 3 “Shopping Day”

24 Nov

สวัสดีค่ะ กว่าจะมีอารมณ์กลับมาเขียนบลอคอีกครั้งก็… ล่อไปหลายวันเลยเชียว
ช่วงก่อนหน้านี้ก็วุ่นๆนิดหน่อยเกี่ยวกับอพยพลี้ภัยจากน้ำท่วม

ว่าแล้วก็เข้าเรื่องกันต่อดีกว่า ฮ่า

วันนี้แอบตื่นสายเล็กน้อย แต่ก็ยังทันบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าอยู่นะ :)


ที่ไม่ควรพลาดเลยถ้าพักที่ gateway marco polo คือ ไข่ดาวน้ำ/ไข่ดาว/ไข่กวน/โจ๊กปู
ซึ่งต้องสั่งโดยตรงกับพนักงานค่ะ


วันนี้แพลนว่าจะชอปปิ้งทั้งวัน! วันก่อนไปชอปปิ้งแบบ hi-end มา
วันนี้เลยจะมาชอปเก็บตกกับแบรนด์ระดับ hi-street ค่ะ
โดยเริ่มต้นจากห้างสุดคลาสสิค SOGO ค่ะ


โดยปกติแล้ว SOGO จะตกแต่งตามเทศกาลตลอด
และรอบที่เราไป ก็ตรงกับช่วงวันฮาโลวีนพอดี

ที่ SOGO มีสิ่งที่น่าสนใจคือ
พวกแผนกของเล่นแล้วก็หนังสือญี่ปุ่นต่างๆที่ SOGO Book Club ค่ะ

ถัดมาก็แวะไปชอปปิ้งที่ห้างโปรดระแวก SOGO นั่นก็คือ Timesquare นั่นเอง
มีร้านขายอุปกรณ์คอม ที่น่าสนใจเป็นจำนวนมาก
รวมถึงร้านอุปกรณ์กีฬา(ราคาถูกกว่าไทยพอตัวเลย)

เนื่องจากเขียนหลังจากกลับจากฮ่องกงได้พอสมควร
เลยจำรายละเอียดไม่ได้มาก
แต่ถ้าอยากถามว่ามีแบรนด์อะไรอยู่ที่ไหนสามารถให้คำตอบได้นะคะ :)

ชอปจนเพลีย แล้วกลับมาเก็บของที่โรงแรมพร้อมกับอาหารมื้อบ่าย
เต้าหู้ทอดกับมีทบอลอน่อยมากๆๆๆ ><

นั่งฆ่าเวลาจนถึงเวลาอันควรที่จะย้ายร่างไปร้านอาหารสุดหรู Cuisine Cusine
แห่งโรงแรม The mira ซึ่งได้รับรางวัล 2 ดาว Michelin กัน


หลังจากอ่านรีวิวมาหลายที่ ทำให้ตัดสินใจว่า สักวันจะต้องมาทานที่นี่ให้ได้
และในวันนี้ความฝันก็เป็นจริงแล้วว


ของอย่างแรกที่มาเสิร์ฟคือ… กับแกล้มเป็ดปักกิ่ง lol


เป็ดปักกิ่งที่นี่ จะมีเชิร์ฟมาหั่นเสิร์ฟให้ดูสดๆ
เนื้อเป็ดชุ่มฉ่ำ มัน อร่อยมากๆ ขอบอกว่า
อร่อยที่สุดที่เคยกินเป็ดปักกิ่งมาหลายร้าน

ถ้าเป็นไปได้จะกลับไปกินอีกแน่นอน ><
มันสุดยอดจนไม่รู้จะบรรยายยังไงดี(ฮา)


พอเป็ดปักกิ่งเสิร์ฟเสร็จ เราก็สั่งให้เอาเนื้อเป็ดไปผัดกับผัก(รูปซ้ายบน)
เวลาทานต้องห่อกับผัก(รูปซ้ายล่าง)
อร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกก เนื้อนุ่มสุดๆ (แต่ทานไม่หมดห่อกลับโรงแรม..)

รูปขวาบน – เป็ดหมูแดง นุ่มมากๆ กินแล้วแทบละลายไปกับปาก ><

รูปขวากลาง – หมูกรอบ ที่กรอบกำลังดี รสชาติติดลิ้นมากๆ

รูปขวาล่าง – บะหมี่อีฟู ตักแบ่งเป็นชามๆ กินแทบไม่หมดเยอะแต่อร่อยมากๆ(อีกแล้ว)

ยัง… ยังไม่หมดเท่านี้ค่ะ ปิดท้ายด้วย สุดยอดอาหารที่เพิ่งได้รับรางวัลอาหารระดับโลกมาแล้ว


เป็นซุปฟักทองผสมลอบสเตอร์(รึเปล่าไม่แน่ใจ)
ตรงกลางเหมือนลูกชิ้นกุ้ง แกนกลางเป็นน้ำซุป
ด้านบนแปะไข่ปลาคาเวียร์และทองคำค่ะ :)

รสชาติกลมกล่อมละมุนลิ้นมากๆ แต่กินไปนิดเดียวก็หมดแล้ว ;w;

(ส่วนตัวคิดว่าเป็นเมนูที่ไม่คุ้มที่สุด แต่ก็น่าสั่งมาลองอาหารระดับโลกอยู่ดี)

ราคาของมื้อนี้ไม่ได้แพงอย่างที่คิด สามารถดูราคาและเมนูล่วงหน้าได้ที่นี่เลยค่ะ
http://www.themirahotel.com/en/dining/cuisine-cuisine.aspx

โดยกลางวันและกลางคืนเมนูจะไม่เหมือนกัน

ทานเสร็จ ฝั่งตรงข้ามโรงแรมจะมีห้างสรรพสินค้า Miramar Shopping Center
มีแบรนด์ดังๆอย่าง Uniqlo/Muji อยู่ด้วย
ส่วนตัวคิดว่าถ้าชอบทั้งสองแบรนด์นี้ควรซื้อที่นี่เพราะว่าที่
Harbour City ของจะน้อยกว่าและเก่ากว่า


สุดท้ายก็แยกย้ายกันชอปปิ้งตัวเรเาองไปเดินเล่นใน Harbour city ค่ะ
ส่วนคุณพี่เดินเล่นย่านโรงแรม + ถ่ายวิวมาฝาก

พรุ่งนี้ก็จะกลับจากฮ่องกงแล้ววว
ไว้จะอัพเก็บตกชอปปิ้ง/สถานที่ท่องเที่ยวแถวโรงแรมค่ะ

ไว้เจอกันค่า :D

DIY Trip: Hong Kong – Day 2 “Unseen HK”

23 Oct

สวัสดีค่า :D

แอบผิดสัญญาอัพบลอคดีเลย์ไปสองสามวัน
อันเนื่องมาจากนิ้วเป็นแผลเลยเลื่อนการอัพบลอคออกไปพักนึง
ตอนนี้ดีขึ้นแล้วก็มาอัพต่อเลยละกันนะคะ ;)

ขอเกริ่นสักนิดว่า วันนี้จะเป็น Highlight ของทริปนี้ค่ะ ^^

วันนี้ก็เริ่มหัววันที่ Marco Polo Gateway Hotel ที่เราพักนั่นเอง
อย่างที่เคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่า ถ้าพักที่นี่จะได้ The continental club มาเป็นของแถมด้วย
คือจะเป็นห้องพัก+ห้องอาหาร ที่มาพัก/มาทานได้ทั้งวันนั่นเอง
โดยที่จะเปิดตั้งแต่ 6.30-23.00 ซึ่งตอนนี้เราก็มาลองชิม Breakfast ของที่นี่กัน :)

หลักๆจะเป็น American Breakfast บะหมี่ ไส้กรอก เบค่อน แฮมเบิร์กแบบmedium rare
(แฮมเบิร์กอร่อยมากอ๊ะ ><)

อีกโซนก็เป็นติ่มซำซาลาเปา ชีส สลัด แฮม

หลังจากนั้น ก็เริ่มไปเที่ยวสถานที่แรกนั่นก็คือ SKY100 ที่ตึก ICC นั่นเอง
โดยที่ตึก ICC นั้นจะสร้างมาคู่กับตึก IFC ที่เราไปมาเมื่อวานนั่นเอง (ที่มี Apple Store)

โดยค่าเข้า SKY100 อยู่ที่ 150 ดอลล่าร์ฮ่องกง หรือ 600 บาทไทยนั่นเอง
พอขึ้นไปจะเจอลิฟต์ที่สูงและสวยมากๆ
และพอออกมาก็จะเจอพื้นที่ทำเป็นเกาะฮ่องกงจำลองทั้งเกาะเป็นคริสตัลสวยมาก (รูปขวาล่าง)

ซึ่งพอเดินเข้ามาแล้วก็จะเป็น อาคารชมวิว คล้ายๆ… จุดชมวิวของใบหยก2บ้านเรานั่นเอง(ฮา)
จะเห็นวิวทิวทัศน์โดยรอบของฮ่องกงในมุมสูงเลยทีเดียว รูปอาจจะถ่ายยากสักนิดเพราะว่าต้องถ่ายผ่านกระจก
แต่ด้วยวันนี้อากาศเป็นใจมากๆ ไม่มีหมอกเลยแม้แต่นิดเดียว เห็นวิวชัดแจ๋วค่ะ

นอกจากวิวรอบฮ่องกงแล้วภายในยังมี display บอกเทศกาลในแต่ละเดือนของฮ่องกง
และบอกความเป็นมาของ sky 100 อีกด้วย
โดยเขาบอกว่า ตึก ICC Sky100 นี่เป็นตึกออฟฟิศที่สูงอันดับ4ของโลกเลยทีเดียว

พอออกจาก SKY100 แล้วจะมาโผล่ที่ห้างสรรพสินค้า ELEMENTS
ซึ่งเป็นห้างใหม่สุดหรู ที่เปิดไม่นานมานี้เอง
โผล่มาก็เจอร้าน brand hi-end เต็มไปหมดเลย

แต่เนื่องจากวันนี้อากาศดีมากกก………. พี่ชายจึงเสนอว่า ไป the peak กันดีไหม
เพราะว่าไปฮ่องกงมาหลายครั้งมากๆ ไปกี่ทีไม่หมอกลงก็ฝนตก
ไม่เคยได้ไปชม the peak จังๆสักที
มากสุดก็ไปแค่ จุดชมวิว victoria peak

เลยโบก Taxi ไป The peak แล้วแปะโป้งไว้ว่า จะมา ELEMENTS ล้างแค้นตอนเย็นแทนพร้อมดู SKY100ตอนดึก!

ลงจาก Taxi Stand ของ The peak จะมาโผล่ที่ตึก The Peak Galleria ซึ่งเป็นจุดรวมร้านค้าต่างๆ
และในส่วนชั้นบนสุดยังมีจุดให้ชมวิว อีกด้วย
โดยฉากด้านหลังจะเป็น The Peak Tower หรือจุดชมวิวหลักของที่นี่นั่นเอง

พอออกจากตึก The Peak Galleria จะมีจุดถ่ายรูปเล่นอีกจุด คือมี Peak Tram หรือรถรางปลอมให้ถ่ายรูปด้วย


พอเข้า The Peak Tower แล้วจะมีจุดชมวิวที่ต้องจ่ายเงินเข้าไปคือ Sky Terrace 428 นั่นเอง
ค่าเข้าอยู่ที่ 53 ดอลล่าฮ่องกง หรือ 212 บาทไทย

โชคดีที่วันนี้อากาศดีมากๆ เห็นวิวได้อย่างชัดเจนสุดลูกหูลูกตาเลยทีเดียว
ถึงแม้จะอยู่สูงแต่เพราะอากาศดีมาก ไม่หนาวเลย แดดอ่อนๆ รับลมชิลๆ :)

ส่วนตัวคิดว่า ถ้าจะชมวิว ยังไงก็ต้อง The Peak ที่ Sky Terrace 428 ค่ะ
ICC SKY 100 เทียบไม่ได้เลย :(

ซึ่ง Sky Terrace 428 จะเปิดตั้งแต่ 8.00-23.00 เลยทีเดียว
มองฝนฟ้าอากาศดีๆและเวลาดีๆนะคะ เดี๋ยวไปกลับลำบาก :)

นอกจากนี้แล้ว The Peak ยังมีจุดเที่ยวที่น่าสนใจอีกจุดหนึ่งคือ
Madame Tussauds Hong Kong นั่นเอง





ค่าเข้าราวๆ 600 บาทไทยค่ะ ถูกกว่าที่ไทย มีหุ่นขี้ผึ้งมากกว่า
แต่เนื่องจากที่ฮ่องกงเปิดก่อนไทยมานานเหมือนกัน
หุ่นค่อนข้างเก่ากว่า  อย่างเห็นได้ชัด
และคอนเฟิร์มค่ะว่า ที่ไทยสวยกว่ามาก ทั้งด้านความละเอียดและการแต่งหน้าแต่งตัว

มาดาม ทุสโซที่นี่ แต่ละฟลอร์ค่อนข้างเล็ก แต่ประกอบไปด้วย 4 ชั้น ถ้าหากมีผู้ใหญ่ไปด้วย
จูงกันดีๆนะคะเพราะบันไดค่อนข้างชัน และนักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ เดินกันดีๆ

แปลกแต่จริงที่ว่า มาดามทุสโซ สามารถเดินถ่ายรุปเพลินๆได้ 2 ชั่วโมงกว่าๆเลยทีเดียว
พลังข้าวเช้าโรงแรมก็หมดสิ้น วันนี้ ปูเป้ ขอนำเสนอ 1 ในอาหารที่อร่อยที่สุดในฮ่องกงค่ะ
นั่นก็คือ…….. MAK’S NOODLES
ที่ตั้งที่ตึก Peak Galleria ที่เราเพิ่งผ่านมานั่นเอง

และเมนูในรูปก็เป็นของขึ้นชื่อที่นี่ล่ะค่ะ มันเป็น.. บะหมี่ซอสหมูเผ็ดเล็กน้อย
หรือที่เขาเรียกว่าบะหมี่ซอสจาจ้าง

ขอคอมเม้นแบบไม่อวยเลยค่ะว่า อร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ถ้าแวะมาชมวิวแถวนี้แนะนำให้มาค่ะ

ร้านนี้อร่อยขนาด มิเชลลินได้แนะนำว่าเป็นสุดยอดอาหารอร่อยของฮ่องกงเช่นกันค่ะ
ถ้าหากไม่กินที่สาขานี้ต้องตามไปกินถึง Causeway bay เลยทีเดียว (เสิจจากกูเกิ้ลมา)

หลังจากเติมพลังข้าวเที่ยงปริ่มๆเย็นกันไปแล้วก็… กลับไปที่ห้าง ELEMENTS ค่ะ

ห้าง ELEMENTS เป็นห้างที่เปิดใหม่ไม่นานมานี้เช่นกันค่ะ
โดย Concepts ของห้างนี้จะแบ่งโซนของห้างออกเป็นธาตุต่างๆได้แก่ น้ำ ไฟ ไม้ ดิน เหล็ก

ส่วนใหญ่จะเป็น Brand Hi-end หมดเลย พวก LV/Gucci/Chanel/MIU MIU
และ Brand Hi-Street ที่น่าสนใจในนี้คือ Zara/H&M ค่ะ
ซึ่ง ZARA และ H&M ที่นี่ ใหญ่มาก สองชั้น ถ้ามาชอปช่วงเซลล์นี่น่าสนใจสุดๆ
ส่วนเครื่องสำอางค์ที่นี่มีครบแทบทุกแบรนด์และแต่ละชอปก็ใหญ่มากๆเลย
และ Starbucks ที่นี่ก็ใหญ่มาก…………. เกือบครึ่งชั้น แต่ก็เต็มตลอด
ส่วนตัวชอบ Starbucks ฮ่องกงมากเพราะมีเมนูแปลกๆเยอะเช่น สลัด ขนมเค้กต่างๆ ><
เราเองมีคูปองกินสตาร์บั้กฟรีอยู่หลายแก้วเลย.. ซักหน่อยแล้วกันค่ะ XD

ห้างนี้จะเป็นห้าง2ชั้นกว้างๆ และชั้นบนสุดจะเป็น Civic Square หรือจุดชมวิวที่มี
คาเฟ่และร้านเบียร์ไว้ดริ้งก์โดยรอบค่ะ บรรยากาศดีสุดๆ

พอชอปปิ้งเสร็จ คุณแม่มาร้านที่คุณแม่แนะนำค่ะ คือร้าน Full Moon ในห้าง ELEMENTS นั่นเอง


จุดเด่นของร้านนี้จะเป็นอาหารจีนค่ะ รสชาติดี ในราคาสบายกระเป๋า :)

ตอนเย็นก็แยกย้ายกับพี่ชายเพราะว่า พี่ชายอยากชม SKY100 ยามค่ำคืนอีกรอบ
ส่วนเราอยากชอปปิ้งย่านโรงแรมค่ะ เราไม่ได้เอากล้องไปด้วย

เลยเอารูปที่พี่ชายไปเที่ยว SKY100 รอบดึกมาให้ดูอีกรอบค่ะ :)

แล้วเจอกันพรุ่งนี้ค่ะ จะพาไปชิม ร้านอาหารที่เขาว่า เด็ดสุดๆในฮ่องกง
และชนะรางวัลอาหารโลกปีล่าสุดกันค่ะ :D

แล้วเจอกันนะค้า——————–

ปล.ขอบคุณพี่ชายสำหรับรูปสวยๆด้วยจ้า

DIY Trip: Hong Kong – Day 1 “The Beginning”

20 Oct

สวัสดีค่า ;)

หายไปนานมากๆกับการเขียนบลอค ทั้งนี้แล้วเพราะว่าช่วงที่ผ่านมาเรียนค่อนข้างหนัก(มาก)
จนเวลาในการเขียนบลอคหายไปยาวนานถึง2-3เดือน

คราวนี้ก็กลับมาเขียนเรื่องของ DIY Trip อีกแล้วค่ะ และคราวนี้ก็จะขอเขียนในส่วนของ
การไปเที่ยวฮ่องกงด้วยตัวเองแล้วกันค่ะ

จริงๆแล้วฮ่องกงเป็นประเทศที่ตัวเราเองและที่บ้านไปเที่ยวบ่อยมาก
แทบจะทุกสถานที่ท่องเที่ยวหรือทุกห้างแล้ว

ถ้าหากว่าเราจะไปกับทัวร์เราเองอาจจะเบื่อสถานที่ท่องเที่ยวเดิมๆ
ตารางตื่นนอนเช้า ชอปปิ้งน้อย เบื่อการรอ สารพัด

ไปเที่ยวเองดีกว่าไหนๆใช่ไหมละคะ :)

และครั้งนี้ทางบ้านก็อยากจะหาความแปลกใหม่โดยการไปเที่ยวชมวิวในที่ๆไม่เคยไป
และไปชอปปิ้งในห้างใหม่ๆที่เพิ่งสร้างใน3-4เดือนให้หลังนี้เอง

จึงทำให้เกิด DIY Trip ครั้งนี้ขึ้นค่ะ ฉลองปูเป้ปิดเทอมพอดี :D

คราวนี้บิน Hong Kong Airline ค่ะ เพราะว่ามีรอบบินที่ถี่ เวลาบินสวย
บินเช้า กลับดึก ราคาประทับใจ

ออกเร็วเสียด้วยขนาดไปตรงเวลา ดันไปเป็น Final Call เสียได้
Business Class ลำนี้นั่งสบายค่ะ มี 24 seats ด้วยกัน :)

อาหารไม่ถือว่าอร่อยมากแต่ก็ใช้ได้
ของเราเราสั่งไข้กับมันฝรั่งมาค่ะ ไข่จืดมากแต่มันฝรั่งอร่อย
ของพี่ชายสั่งเป็นบะหมี่หมูแดง เจ้าตัวบอกว่าอร่อยอยู่
จุดเด่นอยู่ที่ ชา ค่ะ มีน้ำชาสไตล์จีนให้เลือกมากมายเลย

ที่ชอบที่สุดสำหรับสายการบินนี้คือ มี USB ด้วยค่ะ เอาสายชาร์จไอโฟนต่อชาร์จได้สบายๆ

พอถึงฮ่องกงก็ถึงราวๆ เที่ยงวันพอดิบพอดีค่ะ
แล้วก็ check-in ที่ Gateway Hotel, Marco Polo ที่ Habour City ค่ะ :)
หากใครนึกไม่ออกว่าโรงแรมนี้ตั้งอยู่ที่ไหน ถ้าหากเคยไปฮ่องกงแล้ว
ถ้าจำดิสเพลย์แบรนด์เนมสวยๆที่ Tsim sha tsui ได้ โรงแรมนี้จะอยู่ตรงข้ามพอดีค่ะ
และอยู่ใน Habour City ที่ล้อมไปด้วยห้างและร้านค้ามากมาย
ซึ่งเราเองเปรียบให้คุรแม่ฟังว่า เหมือนนอนใน Paragon บ้านเราดีๆนี่เอง!

ซึ่งเราและที่บ้านได้พักที่นี่แบบรวม the continental club ค่ะ ซึ่งเป็นคล้ายๆ
ห้อง lounge ไว้กินอาหาร เช้า เที่ยง เย็น เสิร์ฟตั้งแต่ 6.30-23.00 เลยทีเดียว คุ้มค่าห้องสุดๆค่ะ

มีเครื่องทำกาแฟสุดชิคต้อนรับเราที่ไปถึงตอนเที่ยงๆบ่ายๆด้วยค่ะ
เอาซองกาแฟกลมๆยัดเข้าไปก็ได้ espresso สมใจอยาก!

ซึ่ง continental club จะคล้ายๆห้องรับแขก+ห้องหนังสือที่มีอาหารและน้ำบริการตลอดเวลานั่นเอง
และตั้งอยู่ที่ชั้น 15 ของโรงแรมนี้นั่นเอง

เอาล่ะมาดูห้องที่เราพักกันค่ะ เราพักชั้น 14 ค่ะ ห้อง 1419 ;)
เตียงใหญ่สบาย ห้องน้ำเป็นแบบอ่างแช่และฝักบัว มีน้ไบริการวันละสองขวด
แต่สามารถเอาน้ำที่ continental club มาไว้ในห้องได้ด้วยค่ะไม่เสียเงินเพิ่ม

(Trick – ตอนบ่ายจะมี coke pepsi ค่ะ แต่ถ้า เช้ากับเย็นไม่มี ถ้าจะตุน ตุนตอนบ่ายนะคะ ฮ่า)

หลังจากเก็บของเข้าที่เข้าทางแล้ว ที่แรกๆที่เราจะไปคือ

IFC Mall ค่ะ :)

ถ้าตามข่าวก่อนหน้านี้น่าจะทราบกันนะคะว่า IFC Mall นั้น เพิ่งสร้างเสร็จไม่นานมานี้เอง
พร้อมการเปิดตัวอันยิ่งใหญ่ของ Apple Store เจ้าแรกในฮ่องกงนั่นเอง

IFC Mall นั้นมี Shopping Guide ที่น่ารักมากๆเลยคือทำเป็นรูป Passport แนะนำนักท่องเที่ยว

ไปเริ่มดู Apple Store กันก่อนเลย

ร้านที่ขายของ Apple ใน Hong Kong นั้นจะไม่มี Service สอนใช้แบบที่บ้านเรานะคะ

ดังนั้น Apple Store ที่นี่คนจะเยอะมาก เพราะมีบริการสอนใช้ ทุกวัน และ ทุกเวลาค่ะ
ซึ่งวันที่เราไปถึงเป็นวันศุกร์ แม้แต่เป็นวันทำงาน คนยังเยอะมากๆ ยังกับจะแจกฟรี

สินค้าทุกชิ้นขายดีแบบเทน้ำเทท่า

แม้ร้านจะสวยและใหญ่มาก คนก็แน่นจนแทบจะออกนอกร้านเลยทีเดียว

ในร้านจะแต่งจอ Macbook/iMac ทุกรุ่นเป็นการไว้อาลัย Steve Jobs ด้วยค่ะ

ซึ่งจุดเด่นของทีนี้คือมี Red Smart Cover ของ iPad 2 ขายด้วยค่ะ :)
จนสอยมาจนได้ เพราะว่าที่ไทยหาซื้อยากมากๆนอกเสียจากจะซื้อผ่านอินเตอร์เนตและเวปของ apple

สินค้าอื่นๆที่มีขายก็คือแทบจะมีของพร้อมขายหมดเลยไม่ว่าจะเป็น
iPhone4/iPad2/iMac/Macbook air/Macbook pro/iPad..

หรูหราอลังการมากๆ

ในร้านก็ตกแต่งเป็นกระจกใสๆ หรูหรามากมาย

และกว่าจะได้ถ่ายรูปกับแอปเปิ้ลลูกนี้ก็ต้องต่อคิวถ่ายรูปด้วย…

ส่วนร้านค้าอื่นๆใน IFC Mall นั้นก็จะเป็น Hi-end/Hi-Street แบรนด์
และสถานี hongkong ก็อยู่ใต้ตึกด้วยค่ะ

ต่อจาก IFC Mall แล้ว ก็ต่อรถไปที่ Langham place,mongkok เพื่อไปทานข้าวเย็นค่ะ

ร้านนี้เป็นร้านโปรดประจำบ้านเราเลยค่ะที่ไปกี่ทีก็ต้องไปกิน

ร้านนั้นคือร้าน Watami ค่ะ ซึ่งอยู่ที่ตึก MPM ตรงข้ามโรงแรม Langham place
ร้านนี้ถ้ามาผิดเวลานี่ต้องต่อคิวกันยาวเลยนะคะ ><

จุดเด่นอยู่ที่เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นจานร้อนค่ะ

พอกินเสร็จปุ้บก็แนะนำให้ไปฝั่งตรงข้ามของถนน portland street ค่ะ
แนะนำ ร้านน้ำชา comebuy ค่ะ ส่วนตัวชอบชานมไม่ใส่ไข่มุกมากค่ะ อร่อยมาก!


หลังจากซื้อน้ำเสร็จก็มุดรถไฟใต้ดิน mongkok ไปที่ sino center/trendy zone/animate/tcma/angel
ไปดู giftshopน่ารักๆค่ะ ซึ่งโซนนี้เองก็เป็นโซนที่ขายของพวกนี้ราคาย่อมเยาว์
และมีจำนวนมากด้วยค่ะ

กว่าจะชอปหมดก็ปาไปเกือบเที่ยงคืน หมดวันนี้ไปอย่างว่องไว

ไว้ต่อกันวันพรุ่งนี้นะคะ แล้วเจอกันค่า

สวัสดีค่ะ :)

ปล. ขอบคุณรูปจากกล้องพี่ชายด้วยนะฮ๊าฟฟฟ  <3

[Haul] M.A.C surf baby/lime crime lipsticks

3 Jun

สวัสดีค่า
กลับมาเห่อของชอปปิ้งอีกครั้งค่ะอิอิ
(ขอเห่อย้อนหลังสัก2-3วันนะคะ)

(รูปหมู่เล็กน้อย)

ตอนนี้ M.A.C ก็ได้ออกcollectionใหม่สำหรับฤดูร้อนบ้านเขา
(แต่ฤดูฝนบ้านเรานั่นแล…)
ภายใต้ชื่อcollection “MAC surf baby”
โดยที่แพคเกจจะเป็นสีขาวและมีลวดลาย
ให้อารมณ์คล้ายๆเซิร์ฟบอร์ดโต้คลื่นอะไรอย่างนั้น

เท่าๆที่ดูๆแล้วเราว่า อายแชโดว์เนื้อสีติดดีมากเลย
(แต่ไม่ได้ซื้อ) กับบลัชก็สวยเก๋ดีแต่ปัดๆปล้ว
คิดถึง NARS luster + NARS taj mahal
ถึงแพคเกจจะสวย
แต่ผลที่ได้คล้ายกับบลัชทีีมีแล้วเลยไม่ได้ตังค์จากเราไป

สุดท้ายก็ได้ลิปสติคมาสองแท่ง..
(แท่งนึงพรีมากับอีกแท่งซื้อที่เค้าเตอร์)

แท่งแรก
MAC surf baby#Mocha

สีนี้จริงๆแล้วเป็นสีเดิมที่มีอยู่แล้วแต่เอามาทำใหม่ให้อยู่ในแพคเกจใหม่
โดยที่สีคงเดิม เราเองอยากได้สีนี้อยู่แล้วแต่ไม่มีโอกาสได้ซื้อเสียที
เลยได้เสียตังค์เลย T T

สีจะออกแนวส้มๆนู๊ดๆน้ำตาลๆทาได้บ่อยดีค่ะ

แท่งที่สอง
MAC surf baby #Hibiscus

สีส้มแดงคอรัลนิดๆ
ตามคอนเซปต์แมคคือสีส้มๆลิมิเต็ดมักทำได้ดีเสมอ…
แล้วส่วนตัวเราว่าเป็นสีที่สวยที่สุดในคอลเลคชั่นแล้วล่ะ
ไม่ซื้อไม่ได้เลยพรีมาก่อนกลัวที่เค้าเตอร์หมด
ที่ไหนได้ตอนไปดูดั๊นไม่หมดซะงั้น….

(ส่วนตัวเป็นคนชอบลิปสติคสีแดง/ส้มอยู่แล้ว
อาจจะดูลำเอียงสักนิดแต่สีนี้สวยมากจริงๆ)

เห่ออีกสักนิดกับ lipstick ยี่ห้อ lime crime cosmetics

สีแดงสด Retrofuristic
จริงๆที่ซื้อเพราะอยากลองลิปยี่ห้อนี้ดูเพราะเห็นรีวิวมาเยอะว่า
เนื้อดี ลื่น สีติดทน วาวๆ แถมมีสีแรร์ๆหลายๆสีให้เลือกมากมาย
ไม่ว่าจะสีฟ้า เขียว เหลือง ดำ หรือสีปกติๆก็มีเช่นแดง ชมพู ส้ม

สีแรกที่จะลองขอเป็นสีที่ได้ใช้บ่อยๆก่อนดีกว่าเลยเลือกสีสีแดงมา

พอลองทาแดงรู้สึกว่า เนื้อนิ่มกว่า mac สีวาวๆ เหมือนมีกรอสเคลือบหน่อยๆ
ทาง่ายดีสีติดทนนานดีค่ะ ราวๆ4-5 ชม. ได้

แต่ที่ไม่ชอบคือแพคเกจที่ดูบอบบางกว่า mac อยู่ แต่สำหรับเราแล้ว
ผลที่ได้จากการทาสำคัญกว่า

ดูจากเวปต่างประเทศแล้ว ยี่ห้อนี้แพงกว่าแมคอีก orz

ปาดของที่ได้จากวันนี้รวมกัน (เรียงซ้ายไปขวา Hibiscus, Mocha, Retrofuturistic)

สีของ MAC Hibiscus อาจจะดูคล้าย Lime Crime Retrofuturistic เล็กน้อย
แต่ Hibiscus จะออกชมพูกว่า และดูแมตกว่านิดๆ
แต่ Retrofuturistic จะเป็นแดงสดจริงๆ วาวกว่ามากค่ะ

แล้วพบกันใหม่ค่ะ ^^
สงสัยอะไรถามได้นะคะยินดีตอบค่า

My fav beauty items of April and May

1 Jun

สวัสดีค่ะ
วันนี้ว่าจะมาเขียนของที่ชอบ/ใช้บ่อยๆในช่วงเดือน-2เดือนที่ผ่านมา
ไปพร้อมๆกับการรีวิวเล็กๆน้อยๆกันนิดๆหน่อยๆค่ะ
เพิ่งเคยเขียนครั้งแรกหวังว่าจะถูกใจกันบ้างนะคะ

บอกไว้ก่อนว่า บางอย่างก็ไม่ได้ซื้อในช่วงที่ผ่านมานะคะ
แต่จะลงของที่ใช้บ่อยๆไว้+ถ้าซื้อใหม่ก็จะแจ้งค่ะ

1. NARS LAGUNA/NARS SEX APPEAL

ชิ้นแรก เพิ่่งบ่นไปแหม่บๆว่าจะไม่ซื้อบลัชนาร์สแล้วก็ซื้อจนได้
เพราะว่า NARS ลด 10 percent ค่ะ
บวกกับสี sex appeal ไปหาที่ห้างไหนก็หมดแล้วดันไปเจอที่
เซนทรัลเวิลด์ตลับสุดท้ายพอดี แถมลดด้วย
เสียท่าจนได้ -w-;
ไปๆมาๆ น้อง sex appeal ก็ลาก laguna bronzing powder มาด้วย
เกรงว่าน้องเขาจะเหงา (ซะงั้นเลย)


NARS Laguna (ซ้าย) NARS Sex Appeal (ขวา)

จริงๆแล้วเราไม่ใช่คนที่ชอบปัด Bronzer เท่าไหร่ แต่เริ่มจะมาติดตั้งกะ
ซื้อ Skinfinishing ของ Mac Wonder Woman สี Pink Power นั่นแล
รู้สึกปัดแล้วหน้าดูมีมิติขึ้นจนอยากลอง Bronzer สีอื่นๆบ้าง
ก็ไปโดน Laguna นี่ล่ะ ปัดแล้วก็รู้สึกไม่ได้ดำขึ้นแต่ดูมีมิติขึ้นมากกว่า
ได้ข่าวว่าตอนนี้มี Laguna The Multiple ขายแล้ว แต่ส่วนตัวไม่ชอบนะ
มันวิ๊งเยอะเกินไป + มี The multiple สี Palm Beach ที่คล้ายๆกันแล้ว

ส่วน Blush สี Sex Appeal ตอนแรกไม่ได้ชอบเลยและไม่ได้คิดจะซื้อ
แต่เห็นรีวิวจากหลายๆคนแล้วรู้สึก…. อยากได้แฮะ แถมเป็น limited ซะด้วย
เค้าว่ากันว่าถ้าคล้ำมากจะปัดไม่เห็นสี/ไม่สวย เลยไปลองที่ counter ซะเลย
ปัดไปปัดมา ชอบแหะ ยังไม่มีสีโทนนี้ด้วย สีอารมณ์พีชนมๆ ปัดแล้วดูใสมาก
เหมาะกับวันแต่งหน้าเบาๆหรือวันที่กะจะจัดหนักตรงลิปหรือตามากๆ
ปัดทับสีพวก exhibit A/Taj Mahal ก็ดรอปสีออกมาน่ารักมากๆ
แต่ไปห้างไหนก็หมด จนมาเจอที่เซนทรัลเวิลด์
เลยจัดหนักกับ counter NARS ไปสองชิ้น…

(ไว้จะไปอัพเดทหน้ารวมรีวิว Blush NARS ด้วยค่ะ)

2. Bobbi Brown Brush Cleaning Spray

หลายคนเขาว่าน้ำยาล้างแปรงของ MAC ดีเรามาสวนกระแสลองของ Bobbi Brown (BB)
กันบ้างดีกว่า ส่วนตัว ชอบนะ เพราะว่า มันเป็นหัวสเปรย์ไม่ต้องผสมน้ำอะไรมากมาย
ฉีดลงกระดาษทิชชู่แล้วสบัดแปรงไปสีก็หลุดมาอย่างง่ายดาย…
แถมแปรงมันก็ชื้นๆแปบเดียวแล้วก็หาย แทบจะใช้ต่อได้ทันทีเลย
เหมาะกับคนที่ชอบปัดบรัชทับกันหลายๆสีแต่ใช้แปรงเดียว
หรือใช้แปรงตาอันเดียวราวๆนั้น ขนาดก็พกพาง่ายด้วย ถือว่าชอบมากเลย

อันนี้คุณแปรงก่อนเข้าพิธีกรรม…(ซกมกมากมาย)

จะเห็นว่าสีในแปรงหลุดมาหมดเลยแถมขนดูจะมันเงาขึ้นด้วย
(ไม่มีผลต่อการใช้งานอย่างไรแค่สะอาดขึ้น)

3. MAC Studio Sculpt Concealer สี NW20

เป็นคอนซีลเลอร์ตัวแรกของแมคที่ซื้อก็ว่าได้
ส่วนตัวคิดว่าปกปืดใต้ตาดำได้เนียนมาก ปิดกระอะไรก็มิดดีค่ะ
ที่สำคัญ ไม่ดูหนาเกินไปด้วย
สีเหมือนผิวหน้าเราสุดๆ ถ้าหมด ซื้ออีกแน่นอน

4. Lunasol Water Cream Foundation สี oc02

จะผิดไหมถ้าจะบอกว่าปกติเป็นคนไม่ใช้รองพื้นเลย… ใช้แต่บีบีครีมไม่ก็แป้งผสมรองพื้น
แต่นี่เป็นรองพื้นตัวแรกที่ลองซื้อใช้ หลังจากเห็นรีวิวต่างๆมากมาย
พอได้ลองก็รุ้สึกว่าทาแล้วหน้าเด้งฉ่ำมากๆ แต่ทาแล้วดูหน้ามันสุดๆ
โชคดีที่เป็นคนผิวแห้ง ทาเลยไม่เยิ้มมาก แต่ผ่องตลอดทั้งวันจริงๆ
ส่วนตัวคิดว่าไม่ปกปิด ช่วยเรื่องความ เนียน ใส เด้ง ซะมาก
ถ้าหมดก็อยากลองตัวอื่นๆบ้างเช่น NARS Sheer Glow/Sheer Matte
หรืออาจจะกลับไปใช้ Laura Mercier เหมือนเดิม… (ตอนนี้ยังไม่เจออะไรที่เป้ะกับรองพื้น)

ด้านในออกครีมๆเจลๆหน่อยๆ บางเบา ทาง่าย ใสเด้ง
เหมาะกับคนที่ผิวหน้าดีอยู่แล้วแค่ต้องการความฉ่ำ

5. Lunasol Geminate Liner สีเขียวขี้ม้า

อันเนื่องมาจาก… มีปัญหาทางตาเล็กน้อยทำให้ต้องใส่แว่นตลอดช่วงที่ผ่านมา
ทำให้สนใจการแต่งตามากขึ้น(จากไม่ค่อยจะสนใจเท่าไหร่นัก)
หวยเลยออกที่อาย์ไลเนอร์ตัวนี้
สีออกเขียวขี้ม้ามีกลิตเตอร์ด้วย เนื้อเหนียวดีเขียนง่าย ติดทน และล้างยากนิดหน่อย
ทาสีนี้ไม่ได้แรงอย่างที่คิดเพราะถ้าไม่กระทบกับแสงก็ไม่ได้ออกสีชัดเจนอะไรมาก
จริงๆอยากได้สีแดงกับน้ำเงินด้วยแต่ดันหมดเสียนี้
ส่วนตัวคิดว่าเป็นอายไลน์เนอร์ที่แพงนะ..(เพราะปกติจะใช้ราคาไม่เกิน500)
ถ้าจะซื้ออีกคงเอาสีแจ่มๆแบบน้ำเงิน/แดงไปเลย เปลี่ยนลุค

6. Lunasol Eyeshadow

ไหนๆก็ไหนๆไปซื้อของแบรนด์นี้ทั้งที (ISETAN ลด 10 percent อยู่ ณ ขณะนั้น..)
เลยได้อายแชโดว์มาด้วยเลย เพราะวันที่ไปซื้อ จะไปใช้บริการแต่งหน้าที่เค้าเตอร์พอดีด้วย
กับอยากได้อายแชโดว์สีสุภาพบ้าง…
เป็นแชโดว์ที่ใช้ง่ายดีค่ะเพราะ สีไม่ค่อยติด (อ้าว)
แต่เบลนด์ง่ายวิ้งกระจาย ใช้ได้บ่อยดี
ถ้าเป็นไปได้ก็อยากอุดหนุนแชโดว์ยี่ห้อนี้อีกนะ

7. Too faced Lip Insurance/Too faced Shadow Insurance

หลายคนคงได้ยินว่าสองชิ้นนี้มันสุดยอดมาก
ยอมรับค่ะ สุดยอดจริงๆ
Lip Insurance นี่ ถึงเนื้อลิปสติกจะแย่ขนาดไหนพอลงก่อนทาลิป
ลิปสีนั้นจะเนียนมากๆไม่ตกร่องและติดทนสุดๆแม้กินข้าวแล้วสียังไม่หลุด
ลิป MAC บางเนื้อที่แห้งมากๆ พอใช้เจ้านี่ก็ทาง่ายขึ้นจริงๆ แนะนำมากค่ะ

ส่วน Shadow Insurance ใช้แล้วอายแชโดว์ติดทนมากๆ ไม่หลุดระหว่างวัน
จนทำให้อยากได้ Shwdow insurance สี candlelight/glitter glue ขึ้นมาทันที
แล้วก็ดีกว่า Urban Decay Primer Potion อีกนะ

แต่ทั้งสองอย่างหลอดก็ใหญ่อยู่.. กว่าจะใช้หมดเขาคงออกของที่ดีกว่านี้มาแทนแล้ว
(แต่จริงๆเท่านี้ก็ดีจะแย่แล้วนะ แนะนำสุดๆ)

8. MAC Lipsticks

(ซ้ายไปขวา) Full speed/Gotta Dash/Bare Again/Ravishing

Full Speed – ชอบสีนี้มากๆเป็นชมพูแดงอมเหลือง ทาแล้วสดใสมากๆ
ออกแนว coral bright ๆ หน่อยๆ เป็นสีที่ทาแทบจะทุกวันก็ว่าได้ในช่วงที่ผ่านมา

Gotta Dash – สีส้มนมๆ เด้งๆ ทาวันที่แต่งหน้าใสๆหน่อยจะเหมาะสุดๆ
ที่สำคัญทาแล้วดูลดอายุได้มากๆ

Bare Again – สีนู๊ดส้มนิดๆสุภาพ ทาวันที่อยากจะได้ลุคสุภาพหน่อยๆ
เหมาะเหม็งสุดๆ

Ravishing – สี coral ที่หาซื้อค่อนข้างยากเพราะมาแล้วก็หมด..
เป็นอีกสีที่ทาบ่อยพอๆกับ Full Speed แล้วแต่ว่าจะทาบลัชสีไหนดี..

ส่วนตัวชอบเนื้อใหม่ของ MAC มาก ตัว Sheen Supreme
(สูตรของ FullSpeed/GottaDash/BareAgain)
มันจะออกแนวลิปที่ผสมกรอสมาเสร็จสรรพเลย
ทาแล้วจะวาวๆหน่อยๆแต่สีติดทนนาน ชอบมากๆจน
อยากได้สีอื่นๆอีกใร collection นี้ ไม่แน่ใจว่า limited ไหม
ถ้า limited คงหมดหนทางแน่ๆ แต่รู้สึกยังเห็นขายอยู่นะ

WISH LIST..

ขอตั้ง WISH LIST ขำๆให้กับตัวเองจะได้เตือนใจว่าอย่าซื้อนอกลู่นอกทาง..

1. เซทแปรง Sigma สีชมพู coral …


(จริงๆคิดว่าอันนี้เป็นกิเลศที่ละได้เพราะมีเซทแปรง MAC อยุ่แล้วแต่อยากปลดระวางบางอัน)

2. MAC Hibiscus จาก Surf Baby Collection

3. Lime Crime Lipstick ซักสีนึง…

สีมันจี๊ดมากกกกกกก

4. Apple Wireless Keyboard

(อันนี้ออกแนวไม่เกี่ยวกับของสวยๆงามๆเท่าไหร่แต่อยากได้จริงจัง…)
ทั้งโดนยุ+อยากเอามาใช้กับไอแพด

ไว้นึกออกจะมา edit ต่อค่ะ…

[Talk] ดวงตานั้นสำคัญยิ่ง…

27 May

สวัสดีค่ะ
วันนี้ว่าจะมาเขียนเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพของเราในช่วงนี้
ปีนี้ยอมรับว่าเป็นปีที่สุขภาพแย่มากๆเลย
ป่วยอิดๆออดๆบ่อย เพราะสภาพอากาศบ้าง
เพราะโหมอ่านหนังสือหนักบ้าง
แต่ที่เห็นจะแย่ที่สุดคงจะเป็นสุขภาพตาค่ะ

จริงๆตัวเราเองรู้ดีอยู่แก่ใจว่าดวงตาเราอาจจะมีปัญหา
เพราะพักหลังๆมานี้ตาเราแดงง่ายมาก
และลามไปจนถึงปวดหัวด้วยในบางครั้้ง
บางทีก็มีขี้ตามากตอนตื่นนอน
หลายครั้งทีไรไปร้านแว่นตา
ช่างประกอบแว่นถึงกับทักว่า
กระจกตาดำเราอาจจะเป็นแผล…
แต่เราก็ยังไม่ปักใจเชื่อใดๆทั้งนั้น

จนสุดท้ายพอมีเวลาว่างไปตรวจสุขภาพตาก็พบว่า
กระจกตาดำเราเป็นแผลถลอกจริงๆค่ะ
แต่ไม่ร้ายแรง สามารถหายได้และไม่อักเสบติดเชื้อ

โดยการวินิจฉัยขั้นแรกคือ
คุณหมอตั้งสมมติฐานจากคอนแทคเลนส์ที่ใส่ว่าคับเกินไป
โดยปกติแล้วคอนแทคเลนส์ทั่วๆไป
จะมีค่าความโค้งหรือbase curve(b.c)ที่ 8.6-9.0
โดยที่คอนแทคเลนส์ที่เป็นจำพวก สี ตาโต หรือบิ๊กอาย
ที่ขายทั่วไป จะมีค่าความโค้งที่ 8.6
แล้วส่วนใหญ่ตามร้านแว่นจะไม่วัดค่าความโค้งตาให้กับคนใส่
ก่อนจะขายคอนแทคเลนส์ให้กับลูกค้า
และมักจะแนะนำให้ซื้อค่าความโค้งที่8.6
เราก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ
แต่ความเชื่อนั้นเป็นสิ่งที่ผิดค่ะ
ค่าความโค้งของคอนแทคเลนส์ควรสัมพันธ์กับความโค้งของตาเราจริงๆ
ควรใส่ให้พอดี ไม่คับเกินหรือหลวมเกิน

กรณีของเราคือ คุณหมอวัดค่าความโค้งตาเราได้ที่ 8.8
ในขณะที่เราดันใส่8.6ตลอดเลย
ซึ่งเป็นค่าที่คับเกินไปสำหรับตาเราค่ะ
เปรียบเหมือนใส่เสื้อผ้าคับๆตลอดเวลานั่นแล…
และการที่ใส่เลนส์คับๆตลอดเวลาก็ทำให้ตาล้าง่ายและถลอกในที่สุดค่ะ
คิดๆดูแล้วเราทรมานดวงตาเรามาหลายปีเชียว…

คุณหมอเลยแนะนำให้งดใส่คอนแทคเลนส์1เดือนและหยอดตา
ประมาณ2-3ตัวยาตลอด1เดือนที่ผ่านมา
ยาหยอดตาก็ทำให้ตาแสบและแห้งอีก…ช่วงนั้นก็ขาดน้ำตาเทียมไม่ได้เลย
ต้องใช้น้ำตาเทียมแบบวันเดียวทิ้งด้วยเพราะ
ป้องกันสารกัดบูดและเชื้อโรคสะสม…..

ช่วงระยะเวลานั้นเราก็พยายามพักสายตามากๆใส่แว่นตาแทนคอนแทค
ไม่ใช้สายตาหนักๆแล้วก็หยอดตาตามคำสั่งหมอค่ะ…

จนตอนนี้เราก็หายดีแล้วค่ะ
เลยอยากเขียนบลอคนี้ขึ้นมาเพื่อ…เตือนใจคนใส่คอนแทคเลนส์
ว่าควรไปเชคสภาพดวงตาบ่อยๆ
หรือปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนจะใส่คอนแทคเลนส์จริงๆ
เพราะดวงตาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
ขนาดเราไม่เป็นอะไรมากเรายังเครียดไปหลายวัน

หลังจากนี้ก็ต้องหาคอนแทคเลนส์ที่ค่าความโค้ง 8.8 มาใส่แทน
(เท่าๆที่ดูเห็นจะมี acuvue oasys, acuvue clear)

หลายคนชอบถามว่าเพราะใส่บิ๊กอายเลยทำให้ตาเป็นแบบนี้ใช่ไหม
ขอบอกว่าเลยค่ะว่าไม่
แต่เป็นเพราะค่าความโค้งของเลนส์บิ๊กอายโดยทั่วไปไม่เหมาะสมกับตาเรามากกว่า
เลยเกิดปัญหานี้ขึ้นมา แต่ถ้าให้หาเลนส์บิ๊กอายที่ค่าความโค้งเหมาะกับเราจริงๆคงยาก
คงจะได้เวลาปรับตัวให้ชินกับอะไรที่เป็นธรรมชาติบ้างแล้ว

ขอบคุณทุกๆคนที่เป็นห่วงและให้กำลังใจปูเป้มากนะคะ
หวังว่าการเขียนบลอคครั้งนี้คงจะมีประโยชน์บ้างนะคะ

สงสัยอะไรถามได้ค่ะ ยินดีค่ะ

[GeekShopping] Alupen and Microsim Cutter

25 May

สวัสดีค่ะ
วันนี้ว่าจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับของ geek ๆที่เพิ่งซื้อมาในช่วงนี้ค่ะ

ชิ้นแรกกก……

“AluPen” Stylus ของค่าย Just Mobile
จริงๆที่ซื้อเพราะ ชอบดีไซน์กับสีค่ะ
กะว่าจะเอามาใช้กับ iPad2 ที่เพิ่งได้มา

เปิดกล่องมาจะเป็นแบบนี้ ตลกที่ตรงกล่องบอกว่า
“Carrying Case Inside”
สงสัยกลัวเราจะทิ้งกล่องไปโดยไม่ได้เอาซองหนังที่แถมมาออกมาด้วย..

ข้างในก็จะมีซองหนังกับสติกเกอร์ของ JustMobile ด้วย

หน้าตาซองหนังของ AluPen

credit: justmobile.com

จริงๆแล้ว AluPen ยังมีสีอื่นๆให้เลือกใช้อีกด้วย
และสามารถหาซื้อได้ตาม iStudio หรือ Apple Store ค่ะ
เราเองซื้อมา 690 บาท แต่บางคนก็เห็นต่ำกว่านี้บ้าง

ส่วนตัวคิดว่าดีไซน์สวย จับถนัดมือ
แข็งแรงเพราะทำจาก Aluminium
แต่ด้ามอ้วนและหนักไปหน่อย
ความลื่นมืออาจจะน้อยกว่ายี่ห้อที่แพงกว่านี้
แต่ในราคาระดับนี้ก็ทำได้ดีมากค่ะ

ถัดมาชิ้นที่สองค่ะ หลังจากที่พี่ชายไปเที่ยว พันธ์ทิพย์พลาซ่ามา
ก็ซื้อของเล่นใหม่มาฝากค่ะนั่นก็คือ..

เครื่องตัดไมโครซิม หรือ microsim cutter นั่นเอง

เพราะว่าเขาเห็นเราชอบให้เขาตัดซิมธรรมดาให้เป็นซิมเล็กอยู่บ่อยๆ
โดยเฉพาะ sim 3g รายเดือนใช้แล้วทิ้งที่เราจะเอามาใส่ iPad
หรือซิมต่างประเทศเวลาไปเที่ยวต่างแดนสำหรับ iPhone4
ที่ใช้ไมโครซิมเช่นเดียวกันกับ iPad

ด้านล่างจะเป็นแบบนี้ค่ะมีช่องให้ใส่ซิมเข้าไป
แล้วกดลงไปหลักการเดียวกันกับแม็กซ์เย็บกระดาษ
ก็จะได้ไมโครซิมโดยไม่ต้องออกแรงมากค่ะ

ขนาดกำลังดีพอดีมือค่ะ :)

ส่วนตัวชอบอุปกรณ์ชิ้นนี้เพราะทุ่นเวลาในการ วัดแล้วตัดซิมไปเยอะเหมือนกัน
ถ้าคิดว่าต้องตัดซิมอยู่บ่อยๆ ก็คิดว่าคุ้มค่าดีค่ะ
(บางร้านซื้อไปแล้วรับตัดซิมข้างนอกครั้งละ100ก็มี ซื้อเองออกจะคุ้มกว่า)
ตัวเราเองยังไงก็ต้องตัดซิมทุกเดือนอยู่แล้วก็คิดว่าคุ้มค่าดีค่ะ

ผลงานที่ได้ ขอบเนียนสวยเหมือนที่ศูนย์/ร้านตัดให้เลยค่ะ

ส่วนราคาอยู่ที่ราวๆ 600 บาทค่ะ ใช้กันทั้งบ้านเลย
หวังว่าการรีวิวครั้งนี้จะมีประโยชน์นะคะ